News & Events

5 สิ่งต้องทำเมื่อไปเที่ยวฮอกไกโด

【สัมผัสวัฒนธรรมชนเผ่าไอนุที่มิวเซียมเปิดใหม่ริมทะเลสาบโพโรโตะในเมืองชิราโออิ】

“อิลันกาลาปุเตะ!” นี่เป็นคำทักทายภาษาไอนุหมายถึง “สวัสดี” และจะได้ยินคำทักทายที่ว่านี้เมื่อไปเยี่ยมเยือน “อุโปะโปย” พื้นที่สัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันระหว่างชนเผ่าไอนุกับพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าไอนุแห่งชาติ (National Ainu Museum) ที่เพิ่งเปิดเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2020 นี้นี่เอง ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีการจัดแสดงชิ้นงานจากมุมมองของชนเผ่าไอนุ แบ่งออกเป็น 6 ธีม ได้แก่ “ภาษา” “โลก” “วิถีชีวิต” “ประวัติศาสตร์” “อาชีพ” และ “การไปมาหาสู่” โดยผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มคนที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะฮอกไกโดในยุคก่อนหน้าแบบละเอียดยิบ

หากอยากซึมซับวัฒนธรรมของชนเผ่าไอนุที่สืบทอดต่อกันมายาวนาน ต้องมาที่ Upopoy National Ainu Museum and Park ไม่ว่าจะเป็นสำรวจบ้านสไตล์ดั้งเดิมของชนเผ่าไอนุที่เรียกว่า “จิเสะ” ทำอาหารตามแบบฉบับชนเผ่าไอนุ หรือจะเล่นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของชาวไอนุอย่าง Mukkuri (คล้ายๆ ฮาร์โมนิกา) และ Tonkori (เครื่องดีด 5 สาย) นอกจากนี้ที่ฮอลล์ยังมีการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์โบราณของชาวไอนุที่ได้รับการลงทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเข้าชมการจัดแสดงภายใน National Ainu Museum จำเป็นต้องมีการจองวันเวลาเข้าชมทางออนไลน์ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการจองเพื่อเข้าชม Upopoy ฉะนั้นโปรดระวังว่าควรจองวันเวลาที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์ให้ตรงกับวันที่จองเพื่อเข้าชม Upopoy ด้วย สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ainu-upopoy.jp/th/

ถ้าท้องเริ่มร้องสามารถไปอิ่มอร่อยกับมื้อสบายๆ ได้ที่ร้านอาหารบริเวณอาคารทางเข้าพิพิธภัณฑ์ ส่วนที่ลานกว้างก็จะมีคาเฟ่และร้านขนมให้เติมความหวานได้เช่นกัน โดยอาหารที่บริการนั้นจะมีทั้งอาหารพื้นบ้านของชาวไอนุ หรือเป็นอาหารแนวครีเอทีฟที่ใช้วิธีปรุงอาหารหรือใช้วัตถุดิบสไตล์ชนเผ่าไอนุ มีให้เลือกตั้งแต่ของว่างไปจนถึงคอร์สเมนูแบบไอนุแท้ๆ และยังมีขนมหวานออริจินัลที่น่าลองอีกด้วย จะนั่งกินชิลล์ๆ ไม่รีบร้อน หรือจะขอนั่งพักเหนื่อยยาวๆ พลางอิ่มอร่อยกับเมนูไอนุก็ตอบโจทย์หมดเลยค่ะ


■ วันหยุด : วันจันทร์ (ยกเว้นถ้าตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์จะปิดวันถัดไปแทน) และช่วงวันหยุดปีใหม่ (29 ธ.ค.-3 ม.ค.)

■ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 1,200 เยน, นักเรียนชั้นมัธยมปลาย 600 เยน, นักเรียนชั้นมัธยมต้นและต่ำกว่า ฟรี

■การเดินทาง : ขับรถจากสนามบินชินจิโตเสะ (New Chitose Airport) ประมาณ 40 นาที หรือจากซัปโปโรประมาณ 1 ชั่วโมง หรือนั่งรถไฟ Limited Express Suzuran จากสถานี JR Sapporo ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงมาลงที่สถานชิราโออิ (Shiraoi Station) จากนั้นเดินเท้าต่อประมาณ 5 นาที


ชมทะเลดวงดาวเหนือทะเลสาบที่น้ำใสที่สุดในญี่ปุ่น

เปลี่ยนบรรยากาศมารับลมทะเลเย็นๆ ในวันที่อากาศแจ่มใสกันที่ “ทะเลสาบมาชู (Mashu-ko / Lake Mashu)” เป็นสถานที่ที่ได้รับการขนานนามว่า “น้ำพุธรรมชาติแสนลึกลับ” ทะเลสาบแห่งนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นทะเลสาบที่น้ำใสที่สุดในญี่ปุ่น และใสเป็นอันดับที่ 2 โลกเชียวนะคะ ด้วยความสวยดุจต้องมนต์สะกดทำให้ที่นี่ได้รับเลือกให้เป็นมรดกแห่งฮอกไกโด ถ้ามาเยือนทะเลสาบที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นแห่งนี้ในช่วงเวลาหรือมุมที่ต่างกันก็จะพบกับบรรยากาศที่แตกต่างกันไปด้วยค่ะ

จุดที่ผู้คนนิยมไปมากที่สุดคือ Lake Mashu First Observatory (第一展望台) ซึ่งเป็นจุดที่สามารถชมทิวทัศน์ที่บ่งบอกความเป็นทะเลสาบมาชูได้เยี่ยมที่สุดค่ะ สามารถเดินทางโดยนั่ง Akan Bus Mashu Line จากป้ายหน้าสถานีรถไฟมาชู 25 นาทีมาลงที่ด้านหน้า Lake Mashu First Observatory ได้เลย หรือจะนั่งรถทัวร์ “Mashuko Hoshikiko” ของ Hoshizora Night Tour ที่ไปรับ-ส่งจากคาวายุออนเซ็น (Kawayu Onsen) มาได้เช่นกัน ซึ่งในตอนเที่ยงตรงจะมองเห็นท้องฟ้าสีครามสะท้อนบนผืนน้ำใส โดยมีป่าไม้เขียวขจีและภูเขาหลายลูกโอบล้อมอย่างอบอุ่น ต้องบอกเลยว่าถ้ารู้สึกเหนื่อยล้ากับสิ่งต่างๆ อยู่แล้วได้มาเห็นทัศนียภาพโปร่งโล่งเช่นนี้ทำให้ความทุกข์ทั้งปวงหายเป็นปลิดทิ้งเลย และเมื่อฟ้ามืดสีโทนน้ำเงินที่เราเห็นตอนกลางวันก็จะเปลี่ยนโฉมไปเป็นอีกแบบ ทะเลดวงดาวกว้างใหญ่ด้านบนช่างสวยราวกับภาพลวงตา ท้องฟ้าในยามค่ำคืนรอบๆ ทะเลสาบมาชูซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเนี่ยสวยเหมือนกับท้องฟ้าจำลองเลยค่ะ

ไหนๆ ถ้ามีโอกาสได้มาแล้วอย่าลืมแวะไป Third Observatory (第三展望台) ซึ่งเป็นจุดชมวิวสูงจากระดับน้ำทะเล 670 เมตรที่สวยจนน่าประทับใจ ในช่วงรุ่งเช้าระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายนเรามีโอกาสที่จะได้ชมทะเลเมฆเหนือแอ่งภูเขาไฟรูปกระจาดของทะเลสาบคุชชาโระกับมาชูที่สวยมากค่ะ ยิ่งถ้าวันนั้นโชคเข้าข้างก็จะสามารถเห็นทะเลเมฆปกคลุมแอ่งภูเขาไฟทั้งสองพร้อมๆ กันด้วย ส่วนจะได้เห็นทะเลหมอกหรือไม่นั้นจริงๆ ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศหรือช่วงเวลา แต่ปกติจะมีแค่ช่วงตั้งแต่ฟ้าเริ่มสว่างจนถึงช่วงพระอาทิตย์ขึ้นเท่านั้น ถ้าสัก 9 โมงก็จะหายไปหมดแล้ว ควรตื่นเช้าสักนิดเพื่อพิชิตวิวสุดประทับใจที่ทะเลสาบมาชูแห่งนี้นะคะ ซึ่งในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่ปลายตุลาคมถึงต้นเมษายนของปีถัดไปที่ Third Observatory จะปิดทำการเนื่องจากหิมะตก ฉะนั้นอย่าลืมเช็คเวลาเปิดปิดให้ดีอีกครั้ง


■ การเดินทาง :
First Observatory – นั่ง Akan Bus Mashu Line จากป้ายหน้าสถานีรถไฟมาชู 25 นาทีจะสามารถลงที่ด้านหน้า Lake Mashu First Observatory ได้เลย  Third Observatory – ไม่มีขนส่งสาธารณะที่ให้บริการถึง Third Observatory จึงต้องซื้อทัวร์ เหมาแท็กซี่ หรือเช่ารถขับ ถ้าเดินจาก First Observatory จะเป็นระยะทางราว 3.4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้า 40 นาที


นั่งรถไฟท่องเที่ยวชมวิวลับของฮอกไกโด

ถ้าไม่ชอบเดินเยอะๆ ชวนมาชมวิวธรรมชาติโดยนั่ง “รถไฟคุชิโระ ชิตสึเกน โนรกโกะ (Kushiro Shitsugen Norokko Train)” ที่ออกเดินทางจากสถานีรถไฟ JR Kushiro แล่นผ่านธรรมชาติอันกว้างใหญ่ของพื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระ (Kushiro Marsh) หนึ่งในจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของฮอกไกโดฝั่งตะวันออก เราจะได้ชื่นชมทิวทัศน์จากบนขบวนรถไฟที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศชวนนึกถึงที่ใดสักแห่ง ซึ่งถ้าขับรถก็จะไม่ได้เห็นวิวแบบนี้แน่ๆ ถ้าโชคดีก็จะมีสัตว์ป่าออกมาทักทาย แถมพี่คนขับเขาก็จะหยุดรถชั่วคราวให้เราได้ดูกันอย่างจุใจ 

สำหรับตู้โดยสารของ “รถไฟคุชิโระ ชิตสึเกน โนรกโกะ” จะแบ่งตามประเภทที่นั่งออกเป็นตู้แบบไม่ระบุที่นั่ง 1 ตู้ และตู้แบบระบุที่นั่ง 3 ตู้ โดยแบบระบุที่นั่งจะเป็นตู้ที่ 2 ถึงตู้ที่ 4 จะมีหน้าต่างบานใหญ่ ทำให้เราชมวิวกว้างๆ ได้แบบพาโนรามา ซึ่งตู้โดยสารสำหรับชมวิวจะเป็นตู้ที่เป็นที่นั่งแบบต้องจองล่วงหน้าทั้งหมด และสำหรับตู้ที่นั่งแบบอิสระบางวันจะค่อนข้างแน่นค่ะ

นั่ง “รถไฟคุชิโระ ชิตสึเกน โนรกโกะ” ไม่ใช่ได้แค่ชมวิว แต่บนรถไฟก็มีเบนโตะและขนมหวานแสนอร่อยที่น่าลิ้มลอง ให้เราได้เพลิดเพลินไปกับมื้ออาหารแบบไม่ต้องรีบร้อนพร้อมกับสัมผัสธรรมชาติและเหล่าสัตว์ป่าช่างเป็นเวลาพักผ่อนที่ดีมากเลยค่ะ แต่ระวังว่ารถไฟขบวนนี้จะให้บริการเฉพาะช่วงตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้นนะคะ ที่สำคัญไม่อยากให้พลาดทัวร์ชมวิวที่จัดขึ้นพิเศษบางช่วงเวลาด้วยค่ะ


■ เส้นทางการเดินรถ :
ระหว่างสถานีคุชิโระ (Kushiro Station) กับสถานีโทโระ (Toro Station) ใช้เวลาโดยสารราว 40-50 นาที

■ตั๋วโดยสาร :
ราคาตั๋วเที่ยวเดียวสำหรับผู้ใหญ่ คุชิโระถึงโทโระ 640 เยน และค่าที่นั่งแบบฟิกซ์บวกเพิ่ม 530 เยน, เด็ก (6-12 ปีและต่ำกว่า) จ่ายเพียงครึ่งราคา

ตู้โดยสารสำหรับชมวิวเป็นตู้ที่เป็นที่นั่งแบบฟิกซ์ทั้งหมด

*สามารถซื้อตั๋วได้ที่สถานีรถไฟ JR ใหญ่ๆ หรือศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของ JR หรือบริษัทท่องเที่ยวใหญ่ๆ ทั่วญี่ปุ่น โดยซื้อได้ตั้งแต่เวลา 10:00 น. ก่อนวันใช้บริการรถไฟ 1 เดือน

■ การเดินทาง : ออกเดินทางจากสถานีรถไฟ JR Kushiro


นั่งรถไฟเลียบทะเลตอบโจทย์วิถีสไลว์ไลฟ์

การรถไฟฮอกไกโดใต้ (South Hokkaido Railway / Donan Isaribi Tetsudo) เริ่มให้บริการรถไฟร่วมกันกับ Hokkaido Shinkansen ภายหลังได้รับช่วงต่อในการดูแลสายเอซาชิ (Esashi Line) ระหว่าง Goryokaku กับ Kikonai ซึ่งแยกตัวออกมาจาก JR Hokkaido ความพิเศษที่ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาใช้บริการรถไฟสายนี้ก็คือเจ้ารถไฟ “Nagamare-go” ขบวนพิเศษที่มีสีสันสดใสซึ่งมีการรีโนเวทมาจากรถดีเซลราง

“Nagamare” เป็นภาษาถิ่นที่มีมานานของผู้คนทางตอนใต้ของฮอกไกโด แปลว่า “เนิบช้า” “เอื่อยเฉื่อย” โดยเราสามารถนั่งรถไฟ Nagamare-go แบบเนิบช้าได้จนถึง Hakodate Station ของ JR Line เลย ระหว่างทางตั้งแต่ Kamiiso Station ถึง Kikonai Station จะวิ่งเลียบทะเล ทำให้เราชมวิวช่องแคบสึงารุ (Tsugaru Strait) หรือภูเขาฮาโกดาเตะ (Mount Hakodate) จากบานหน้าต่างได้แบบใกล้ชิด ในค่ำคืนของฤดูหนาวบางครั้งอาจมีโอกาสได้เห็นแสงไฟสวยๆ เหนือน่านน้ำที่เกิดจากเรือของชาวประมงที่ไปไดหมึกอีกด้วยค่ะ

รถไฟ “Nagamare-go” เปิดให้บริการทุกวัน โดยปกติจะเคลื่อนขบวนจาก JR Hakodate Station ผ่าน Goryukaku Station และเปลี่ยนเป็นรถไฟธรรมดาระหว่าง Kamiiso Station ถึง Kikonai Station ซึ่งจะใช้ระยะเวลาโดยสารตลอดเส้นทางราว 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีรถไฟท่องเที่ยว Nagamare Kaikyo ที่มีการติดตั้งพนักพิงศีรษะ รวมถึงโต๊ะสำหรับรับประทานอาหารภายในขบวนได้อย่างเพลิดเพลิน

อ๋อ! แล้วก็ที่สถานีปลายทาง Kikonai Station เราสามารถเปลี่ยนไปนั่งรถไฟชินคันเซ็นได้ด้วยค่ะ ใกล้ๆ กันมี Roadside Rest Area “Misogi-no-sato Kikonai” ซึ่งเป็นศูนย์รวมของอร่อยที่มีคนต่อคิวซื้อกันอย่างขนมปัง Pakupaku Shio Pan หรือไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟรสเกลือ อย่าลืมแวะไปลิ้มลองกันนะคะ


 ■ เส้นทางให้บริการ :  ระหว่าง Hakodate จนถึง Kikonai (ระยะเวลาโดยสารตลอดเส้นทางราว 1 ชั่วโมง)


เก็บผลไม้สดๆ จากต้น

ปิดท้ายทริปรับความสดชื่นด้วยความหอมหวานจากผลไม้สดใหม่ เพียงขับรถจากตัวเมืองฮาโกดาเตะไปประมาณ 40 นาทีก็จะพบกับ “Tani Tourist Farm” ฟาร์มขนาดใหญ่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถร่วมกิจกรรมเก็บเกี่ยวผักผลไม้สดๆ จากต้นได้ด้วยตนเอง ซึ่ง Tani Tourist Farm จะเปิดทำการในเดือนต้นมิถุนายนถึงปลายตุลาคมเท่านั้น นอกจากนี้ภายในฟาร์มยังมีพื้นที่ที่ให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างสนุกสนาน อาทิ สวน Hachironuma Park ที่อยู่ติดกันรวมถึงสนามเด็กเล่นแสนน่ารักที่เสมือนพื้นที่รวบรวมความสุขของเด็กๆ โดยกิจกรรมในการเก็บผักผลไม้นั้น หากไปในช่วงต้นถึงปลายเดือนมิถุนายนทางฟาร์มจะเปิดให้สามารถเก็บสตรอว์เบอร์รีได้ หรือถ้าไปในช่วงต้นถึงกลางเดือนกรกฎาคมก็จะเป็นพวกผักผลไม้ชนิดต่างๆ เช่น เชอร์รี่ มะเขือเทศ บลูเบอร์รี่ เมล่อน องุ่น พลัม ข้าวโพด ฯลฯ และนอกจากผักผลไม้แล้ว ที่ฟาร์มก็มีเมนูเนื้อเจงกิสข่านให้ได้ลิ้มลองกันอีกด้วยนะคะ

หากเก็บผักผลไม้จนหนำใจแล้ว ก็แวะมาเดินเล่นที่ Hachironuma Park ที่อยู่ติดกัน เป็นสวนที่คนในพื้นที่ใช้เป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเป็นสวนที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์มากๆ เลยค่ะ โดยสวนจะเปิดทำการกลางเดือนเมษายนถึงต้นพฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 8:30-17:00 น. ถ้ามาในช่วงฤดูใบผลิก็จะมีซากุระสวยๆ ถ้าเป็นหน้าร้อน (ต้นมิถุนายนถึงต้นสิงหาคม) ก็จะเห็นดอกลิลลี่น้ำปกคลุมทั่วบ่อน้ำ ส่วนในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสี ที่มีสีสันสวยงาม เก็บผลไม้จากฟาร์มมากิน จากนั้นก็เอนกายสบายใจ นี่แหละค่ะวิถีชีวิตสไตล์ Lohas ที่เราสามารถสัมผัสได้จากการท่องเที่ยวเกาะผืนใหญ่เหนือสุดของญี่ปุ่น


■ การเดินทาง : ขับรถจากตัวเมืองฮาโกดาเตะประมาณ 40 นาที หรือขับรถจาก Shin-Hakodate-Hokuto Station ของ Hokkaido Shinkansen ใช้เวลา 10 นาที

PAGE TOP