News & Events

รวมจุดท่องเที่ยวแนะนำประจำเดือนมิถุนายน ตอนที่ 2

【ภูเขาโมอิวะ จุดชมวิวกลางคืนแห่งใหม่ที่ติดอันดับท็อปทรีของญี่ปุ่น】

หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าในเมืองซัปโปโร (Sapporo) บนเกาะฮอกไกโดมีจุดชมวิวกลางคืนที่สวยติดอันดับท็อปทรี(ใหม่)วิวกลางคืนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นเลยค่ะ ที่นี่ก็คือภูเขาโมอิวะ (Mount Moiwa) สูงจากระดับน้ำทะเล 531 เมตร ในวันที่ฟ้าใสจากจุดชมวิวเราก็จะเห็นดวงจันทร์เปล่งประกาย ตึกรามบ้านช่องที่ส่องแสงระยิบระยับพร้อมๆ กัน เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์การชมวิวกลางคืนที่เลอค่ามากค่ะ การขึ้นไปข้างบนก็แสนสะดวก สามารถนั่งกระเช้าโรปเวย์ต่อด้วยมินิเคเบิลคาร์ได้เลยค่ะ

แต่ถ้าใครอยากใช้เวลาสุดโรแมนติกกับคนรู้ใจ เราแนะนำให้ซื้อ “เลิฟล็อคส์” หรือกุญแจแห่งความรักนั่นเองค่ะ มีตำนานว่าหากคู่รักไปสั่นระฆังแห่งความสุขบนยอดเขาแล้วนำเลิฟล็อคส์ไปแขวนกับราวรั้วจะทำให้ทั้งคู่ไม่มีวันพลัดพรากจากกันค่ะ

สำหรับใครที่สนใจสามารถนั่งรถราง Sapporo Streetcar จากในตัวเมืองซัปโปโรมาลงที่ Ropeway Iriguchi Station ใช้เวลาราว 20 นาทีค่ะ โดยตรงนั้นจะมีรถ Shuttle Bus ฟรีพาไปจุดขึ้นกระเช้าเลย นอกจากนั้นมีอีกออปชั่นคือขึ้นรถบัสจาก Sapporo Station ก็ได้เหมือนกัน แต่หนึ่งวันมีเพียง 3 เที่ยวเท่านั้นค่ะ


<ค่าโดยสาร> ตั๋วไป-กลับ Ropeway+Mini Cable Car ผู้ใหญ่ 1,800 เยน, เด็กวัยต่ำกว่าชั้นประถม 900 เยน

<เวลาทำการ> เมษายน-พฤศจิกายน 10:30-22:00 น. (ขาไปเที่ยวสุดท้ายออก 21:30 น.), ธันวาคม-มีนาคม 11:00-22:00 น. (ขาไปเที่ยวสุดท้ายออก 21:30 น.)

*ช่วงสิ้นปีถึงปีใหม่มีการปรับเปลี่ยนเวลาให้บริการ และอาจหยุดให้บริการหากสภาพอากาศไม่เป็นใจ หรือหากอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง (กรุณาติดต่อสอบถามล่วงหน้า)


【ยินดีต้อนรับสู่โลกสีชมพู 360 องศาที่โอบล้อมด้วยดอกชิบะซากุระ】

ถ้าไปเที่ยวฮอกไกโดในเดือนมิถุนายนแนะนำให้ลองไปที่หมู่บ้านฮิกาชิโมะโคโตะ (Higashimokoto) ดูค่ะ สามารถขับรถจากเมืองอาบาชิริ (Abashiri) ทางฝั่งตะวันออกของเกาะฮอกไกโดใช้เวลาประมาณ 40 นาที ที่นี่มีสวนฮิกาชิโมะโคโตะ ชิบะซากุระ (Higashimokoto Shibazakura Park) ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเยือนกันทุกปี

กว่าจะมาเป็นทุ่งดอกชิบะซากุระสีชมพูที่กว้างใหญ่กว่า 10,000 ตารางเมตรดังทุกวันนี้ ที่จริงแล้วชิบะซากุระของฮิกาชิโมะโคโตะนั้นมีจุดเริ่มต้นจากการที่ชาวสวนในละแวกนั้นลงมือปลูกในขนาดเท่ากำมือเพียงเพื่อตั้งใจจะแต่งแต้มสีสันให้กับบ่อน้ำพุร้อนบริเวณเดียวกันเมื่อปี 1977 เท่านั้น โดยช่วงที่ชมชิบะซากุระได้สวยที่สุดคือประมาณกลางพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายนค่ะ พอบานสะพรั่งแล้วเนินกว้างใหญ่กว่า 10,000 ตร.ม.ก็จะกลายเป็นสีชมพูราวกับปูด้วยพรมที่ทำจากกำมะหยี่เลยค่ะ เนื่องจากพื้นที่ของสวนนั้นกว้างมาก และมีเนินที่ปกคลุมด้วยดอกชิบะซากุระแบบที่ไม่หนาแน่นจนเกินไป วิวที่แหงนมองขึ้นไปด้านบนกับวิวที่มองจากด้านบนลงมาด้านล่างจึงน่าตื่นตาจนเป็นที่ถูกพูดถึงกันมากทีเดียวค่ะ

ภายในสวนยังมีจุดน่าเช็คอินเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Nonky-kun คาแรคเตอร์น้องวัวประจำท้องถิ่นที่สร้างขึ้นโดยใช้ดอกชิบะซากุระบนเนินบริเวณฝั่งตะวันตกของสวน หรือจะเป็นโทริอิสีชมพูของศาลเจ้ายามะซึมิ (Yamatsumi Shrine) รวมถึงจุดชมวิวงามๆ ถ้าไม่อยากเดินเยอะ ที่นี่ก็มีรถสองแถวน่ารักๆ ที่ขับช้าๆ ชิลล์ๆ บริการพาชมบรรยากาศตั้งแต่ตีนเขาถึงยอดเขา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสนุกๆ มากมาย อาทิ กินเมนูท้องถิ่นแสนอร่อยในร้านชำ ขี่รถโกคาร์ทเล่น แช่ออนเซ็นแบบไม่ต้องค้างคืน รับรองว่าเพลินทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ค่ะ ที่สำคัญในช่วงดอกไม้บานพีคๆ ก็จะมีการจัดเทศกาล Higashimokoto Shibazakura Festival เป็นประจำทุกปีด้วยค่ะ


<ช่วงจัดงานเทศกาล> 3 พฤษภาคมถึงวันอาทิตย์แรกของมิถุนายน (งดจัดปี 2020)

<ค่าเข้าสวน> ผู้ใหญ่ 500 เยน, เด็กนักเรียนชั้นประถม 250 เยน (เก็บเฉพาะช่วงที่จัดเทศกาล Higashimokoto Shibazakura Festival)

<เวลาทำการ> 8:00-17:00 น.

<การเดินทาง> นั่ง Route Bus จากสถานี JR Abashiri มาลงที่ป้าย Higashimokoto (Bus Gaisha Mae) ใช้เวลาประมาณ 40 นาที จากนั้นต่อแท็กซี่อีกประมาณ 5 นาที

ในช่วงที่ชิบะซากุระบานของทุกปีจะมีรถรับส่งบริการฟรีจาก Higashimokoto (Bus Gaisha Mae) ไปถึงที่สวนฮิกาชิโมะโคโตะ ชิบะซากุระ (ต้องจองล่วงหน้าและให้สิทธิ์เฉพาะผู้ที่ใช้บริการ Route Bus จากสถานี Abashiri มาลงที่ป้าย Higashimokoto เท่านั้น)


【สัมผัสโลกในภาพยนตร์ชื่อดังของญี่ปุ่น】

ที่ฮอกไกโดมีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งว่ากันว่าเป็นที่อยู่อาศัยของ “คนแคระ” ในสมัยโบราณ ชื่อว่านิงเกิลเทอเรซ (Ningle Terrace) โดยกระท่อมไม้ซุง 15 หลังที่เรียงรายกันในนิงเกิลเทอเรซนั้นเป็นร้านค้าที่จำหน่ายสินค้างานฝีมือที่ได้อินสไปเรชั่นมาจากธรรมชาติ ถ้ากำลังมองหาของฝากที่หาซื้อที่อื่นไม่ได้ แนะนำที่นี่เลยค่ะ

ระหว่างที่เดินเล่นอยู่ภายในป่าก็จะพบกับร้านกาแฟชื่อว่า Mori no Tokei ซึ่งเคยถูกใช้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังเมื่อปี 2005 เรื่องช่วงเวลาแห่งไออุ่น ซึ่งเป็นร้านกาแฟชิคๆ ที่เราสามารถนั่งบดเมล็ดกาแฟได้เองตรงเคาน์เตอร์เหมือนกับฉากในภาพยนตร์เลยค่ะ ร้านสไตล์นี้หายากมากในญี่ปุ่น ลูกค้าที่เป็นแฟนภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวจึงเดินทางมาใช้บริการกันเป็นจำนวนมากค่ะ ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในร้านก็จะได้กลิ่นกาแฟหอมโชยมาเตะจมูกเป็นสัญญาณบอกว่าคงได้เวลาที่จะต้องนั่งจิบกาแฟพลางชิมเค้กอร่อยๆ แล้ว

ต้องบอกว่าบรรยากาศกลางป่าเนี่ยสวยเหมือนฝันเลยค่ะ ต่อให้คนที่ไม่เคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้มาก่อนก็ต้องเคลิบเคลิ้มไปตามๆ กัน ในฤดูร้อนต้นไม้ก็จะสดชื่นเขียวขจี ส่วนฤดูหนาวก็จะมีหิมะสวยๆ ปกคลุม เป็นที่ที่ชวนให้ผ่อนคลายได้ดีเหลือเกินค่ะ


<ที่อยู่> ด้านในเขตพื้นที่ของโรงแรม New Furano Prince Hotel, Nakagoryo, Furano, Hokkaido

<การเดินทาง> นั่งรถบัส Furano Bus (Lavender Go) ที่ด้านหน้าสถานีรถไฟ Asahikawa จากนั้นลงที่โรงแรม New Furano Prince Hotel ใช้เวลาเดินทางเที่ยวละประมาณ 2 ชั่วโมง โดยใน 1 วันจะให้บริการเพียง 8 เที่ยว หรือหากมาจากเมืองซัปโปโรสามารถนั่งรถไฟ JR จากสถานี Sapporo มาลงที่สถานี Furano (ระหว่างทางต้องเปลี่ยนขบวนที่สถานี Takikawa) จากนั้นออกมาขึ้นรถบัส Furano Bus (Lavender Go) และลงที่โรงแรม New Furano Prince Hotel เช่นกัน

<วันหยุด> เปิดทำการตลอดปี (มีวันหยุดไม่ประจำ)

<เวลาทำการ> 12:00-20:45 นาที *อาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล


【ขับรถกินลมชมวิวสุดประทับใจในฮอกไกโด】

ฮอกไกโดมีสถานที่สวยๆ อีกหลายแห่งที่ยังไม่ค่อยมีคนไทยไปเยือน อย่างเช่น เส้นทางสู่สวรรค์(Road to Heaven/Ten ni Tsuzuku Michi) ซึ่งเป็นถนนสายตรงยาวกว่า 28.1 กิโลเมตรในเมืองชาริ (Shari) ที่มาของชื่อนั้นเพราะว่าเมื่อเราอยู่กลางถนนก็จะเห็นถนนทอดยาวเป็นเส้นตรงอยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเท่าไรก็รู้สึกเหมือนถนนก็ขยายยาวตามไปด้วยเท่านั้น ราวกับว่ายาวไปถึงสวรรค์จริงๆ ค่ะ เมื่อก่อนเส้นทางสู่สวรรค์นั้นเป็นชื่อที่คนรู้กันว่าเป็นสถานที่ที่มีวิวสวยเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยไปและไม่รู้ว่าเป็นแบบไหน แต่เมื่อปี 2016 ได้มีการลงแนะนำในนิตยสารบนสายการบินว่าเป็นจุดชมวิวสุดประทับใจ ทำให้ในที่สุดก็กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างทั่วญี่ปุ่น

ในช่วงเที่ยงวันจะมีทิวทัศน์ปลอดโปร่งโล่งสบาย แต่เมื่อตะวันใกล้ตกดินก็จะเห็นท้องฟ้าที่ถูกฉาบย้อมด้วยสีแดง นี่แหละความงามตามวิถีธรรมชาติที่แท้จริงค่ะ หากไปในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมจะพบว่าพระอาทิตย์ยามเย็นจะลับขอบฟ้ากลางถนนเป๊ะๆ จัดเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยค่ะ แต่ระวังว่าถ้าไปในหน้าหนาวบางวันอาจมีการปิดถนนเพื่อเคลียร์หิมะตกค้างบนถนนทำให้ไม่สามารถสัญจรได้นะคะ


<ที่อยู่> Minehama, Shari Town, Shari District, Hokkaido

<การเดินทาง> ขับรถโดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 334 มุ่งหน้าจาก Utoro ไป Shari จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่ Minehama ต่อมาเมื่อเห็นลานสกีอุนาเบ็ตสึ (Unabetsu Ski Area) อยู่ทางซ้ายมือให้ขับขึ้นเนินไปเรื่อยๆ จนสุดทาง จากนั้นให้เลี้ยวขวาก็จะพบกับเส้นทางสู่สวรรค์ที่น่าอัศจรรย์

PAGE TOP